19 ธันวาคม 2551

งานครั้งที่ 2

งานที่ 2


ให้นักศึกษาสรุปขั้นตอนการติดตั้งเครื่องมือสำหรับการพัฒนาเว็บด้วย JSP ดังนี้


1. จาวาคอมไพเลอร์ (JDK)

- การติดตั้ง
1. download Java JDK จาก web site ของ Sun โดย version ล่าสุดจะเป็น Java 1.6 หรือ Java 6 update 2 เข้าไปที่หน้า download ที่ http://java.sun.com/javase/downloads/index.jspแล้วเลือก download

2. สำหรับ platform Windows ไฟล์ที่ download มาจะเป็น .exe ไฟล์ ให้เริ่มลง Java SDK โดย double click ที่ตัวโปรแกรม install นี้ ในขั้นตอนการลงเราต้องเลือก directory ที่เราต้องการลงตัว Java SDK ด้วย

3. set PATH environment variable ใช้รวมถึง directory \bin ของ SDK ที่เราลงไป โดยเข้าไป set ที่ Control Panel > System > Advanced > Environment Variables > ในส่วนของ System Variables ให้เลือก Edit เพื่อแก้ไขค่าของ variable ที่ชื่อว่า PATH โดยเพิ่ม path ที่เราต้องการเข้าไป อย่างเช่น ถ้าเราลง SDK ไว้ที่ C:\Program Files\Java\jdk1.5.0_01 เราก็ set ให้ PATH เป็น "C:\Program Files\Java\jdk1.5.0_01\bin" ทั้งนี้ก็เพื่อให้เราสามารถเรียกใช้คำสั่ง javac และ java จาก directory ใดก็ได้

4. สำหรับ CLASSPATH เราไม่จำเป็นต้อง set ก็ได้ โดยอาจใช้ค่า default ซึ่งก็คือ current directory หรือ directory ปัจจุบัน ในการทำงานไปก่อน (คือ compile และรันโปรแกรมจาวาใน directory เดียวกัน)

- การเซ็ตค่าสภาพแวดล้อม
1. ดาวน์โหลดและติดตั้งJDK 6U1
2. เซ็ตค่า path ใน System variables ให้เรียบร้อย
3. ดาว์นโหลด Jcreator และติดตั้งให้เรียบร้อย
4. ทดลองเรียกใช้ โปรแกรม javac ชึ่งเป็นคอมไพลเลอร์ของจาวา ดังนี้
- คลิกปุ่ม start
- เลือก run
- พิมพ์คำสั่ง cmd แล้ว กดคีย์เอ็นเทอร์(Enter) บนแป้นพิมพ์
- จะได้หน้าจอคอนโซลของวินโดวส์
- พิมพ์คำสั่ง javac แล้ว กดคีย์เอ็นเทอร์(Enter) บนแป้นพิมพ์ ถ้าการติดตั้สำเร็จใช้งานได้ จะมีคำอธิบายการใช้งาน javac ขึ้นมา

- การทดสอบการทำงาน (Compile & Run )
1. สร้างโฟลเดอร์ในไดรฟ์ d:\Javacourse\week1
2. เรียกใช้งาน Jcreator
3. บันทึกไฟล์ชื่อ myFirstProgram.java ให้สังเกตว่ามีทั้งตัวพิมเล็กตัวพิมพ์ใหญ่ต้องคีย์ให้เหมือนด้วย
4. กำหนด locationเป็น myFirstProgram
5. พิมพ์โค๊ดโปรแกรมที่ต้องการ
6. ทดลองคอมไพล์ และรันโปรแกรม

2. เว็บเซิร์ฟเวอร์ (Apache Tomcat)

- การติดตั้ง
1. ติดตั้ง JDK หรือ JRE version 1.5 หรือสูงกว่า รายละเอียดการติดตั้งอ่านได้จากบทความ "วิธีการติดตั้งและรันโปรแกรมจาวาสำหรับ Windows อย่างง่าย" เมื่อติดตั้งเสร็จแล้วให้กำหนดเพิ่ม environment variable ที่ชื่อว่า JAVA_HOME พร้อมกับระบุ path หรือ directory ที่เราลง JDK หรือ JRE เอาไว้ โดย click ขวาที่ My Computer แล้วเลือก Properties หน้าจอ System Properties จะแสดงขึ้น ให้เลือกที่ Advanced tab จากนั้น click ที่ปุ่ม Environment Variable ในส่วน System variables ให้เลือก New เพื่อเพิ่ม environment variable JAVA_HOME โดยกำหนดให้ Variable name เป็น JAVA_HOME และ Variable value เป็น path หรือ directory ของ JDK หรือ JRE ที่เราลงไว้จากนั้น click ปุ่ม OK เพื่อเพิ่ม environment variable JAVA_HOME เข้าไป จะได้ผลดังรูปด้านล่าง จะเห็นว่า JAVA_HOME จะถูกเพิ่มเข้าไปในส่วน System variables2. ติดตั้งโปรแกรม Tomcat 6.0 การติดตั้งโปรแกรม Tomcat นั้น เราสามารถทำได้สองวิธี โดยอาจจะติดตั้งโดยใช้ zip ไฟล์ หรือ Windows service installer ก็ได้ ให้เข้าไปที่ web site ของ Apache เพื่อ download โปรแกรม Tomcat ที่ http://tomcat.apache.org/download-60.cgiโดยจะเลือก download โปรแกรม Tomcat ที่อยู่ในรูป zip ไฟล์หรือ Windows service installer ก็ได้

2.1.1 ติดตั้งโปรแกรม Tomcat ที่อยู่ในรูปของ zip ไฟล์
เมื่อ download zip ไฟล์มาแล้ว เราจะได้ไฟล์ apache-tomcat-6.0.13.zip มา ให้ unzip ไฟล์ apache-tomcat-6.0.13.zip ออกมา โดยวางไว้ที่ path ที่เราต้องการ แล้วเราจะได้ directory apache-tomcat-6.0.13 สร้างขึ้นมา ภายใน directory จะประกอบไปด้วยไฟล์ต่าง ๆ ของโปรแกรม Tomcat 6.0

2.1.2 รันโปรแกรม Tomcat 6.0 ขึ้นมาทำงาน ให้เข้าไปใน directory "bin" ที่อยู่ใน directory apache-tomcat-6.0.13 แล้ว double click ที่ไฟล์ startup.bat เพื่อสั่งให้โปรแกรม Tomcat ขึ้นมาทำงาน สังเกตว่าจะมีหน้าจอ console ถูกเปิดขึ้นมาพร้อมกับแสดงข้อมูลสถานะการทำงานของ Tomcat ให้เห็นดังรูป หน้าจอ console นี้จะเป็นเหมือนตัวแทนของโปรแกรม Tomcat ถ้าเราปิดหน้าจอนี้ไป โปรแกรมก็จะหยุดทำงานไปด้วย ดังนั้นในระหว่างการใช้งานโปรแกรม Tomcat ให้เราเปิดหน้าจอ console นี้เอาไว้ด้วย

2.1.3 ทดสอบการทำงานของโปรแกรม Tomcat ให้เปิด web browser อย่าง IE ขึ้นมา แล้วพิมพ์ URL http://localhost:8080/ เข้าไป ถ้าโปรแกรม Tomcat ทำงานได้อย่างถูกต้อง หน้า default ของ Tomcat จะแสดงขึ้นมาถ้าเราต้องการหยุดการทำงานของโปรแกรม Tomcat เราสามารถทำได้โดย double click ที่ไฟล์ shutdown.bat ที่อยู่ใน directory apache-tomcat-6.0.13\bin หรือจะปิดหน้าจอ console ของ Tomcat แทนก็ได้

2.2.1 การติดตั้งโปรแกรม Tomcat 6.0 โดยใช้ Windows service installer เมื่อเรา download ไฟล์ Windows service installer มาแล้ว จะได้ไฟล์ apache-tomcat-6.0.13.exe มา ให้ double click ที่ไฟล์นี้เพื่อเริ่มการติดตั้งโปรแกรม Tomcat 6.0 โปรแกรม installer จะขึ้นมาทำงานโดยจะแสดงหน้าจอเป็นขั้น ๆ เพื่อช่วยเราในการติดตั้งโปรแกรม

- การทดสอบการทำงานของ apache tomcat
1. รันโปรแกรม Tomcat ขึ้นมาทำงาน ในการรันโปรแกรม Tomcat ที่เป็น service ขึ้นมาทำงานนั้น ให้ click ขวาที่ tray icon ของ Tomcat แล้วเลือกคำสั่ง Start service ถ้าต้องการจบการทำงานของโปรแกรม Tomcat ก็ให้เลือก Stop service แทนสังเกตว่าเวลาเราใช้งาน Tomcat ที่เป็น service นั้น จะไม่มีหน้าจอ console แสดงขึ้นมา การลงโปรแกรม Tomcat แบบนี้จึงเหมาะกับการใช้งานจริง ที่เรากำหนดให้โปรแกรม Tomcat ขึ้นมาทำงานโดยอัตโนมัติในลักษณะของ service

2. ทดสอบการทำงานของโปรแกรม Tomcat ให้เปิด web browser อย่าง IE ขึ้นมา แล้วพิมพ์ URL http://localhost:8080/ เข้าไป ถ้าโปรแกรม Tomcat ทำงานได้อย่างถูกต้อง หน้า default ของ Tomcat จะแสดงขึ้นมา

18 ธันวาคม 2551

1.ให้นักศึกษาเขียนโปรแกรมแสดงข้อความ “ Hello World “ ด้วยรูปแบบ Java API,Java Servlet,JSP

รูปแบบ Java API



// A first program in Java



public class Work_One {

public static void main ( String args[] )

{

System.out.println ( “HELLO WORLD”);

} // end of method main

} // end of class WORK_one



รูปแบบ Java Dervlet

import java.io.*;

out.print (”HTML”) ;

out.print (”BODY”) ;

out.print (”HELLO WORLD”) ;

out.print (”/BODY”) ;

out.print (”/HTML”) ;



รูปแบบ JSP


HTML
BODY
%= “HELLO WORLD”%
/BODY
/HTML

2. ให้นักศึกษาหาข้อแตกต่าง
Java Servlet
รูปแบบของภาษา java ที่สร้างมาเพื่อทํางานทางฝั่งของ serverแต่ Servlet จะต้องทํางานได้จําเป็นต้องอยู่ใน สภาวะแวดล้อม ที่เรียกว่า servlet container การทํางาน servlet จะถูกเรียกจาก client ที่เป็น browser โดยจะรับมาเป็น request แล้ว ทําการจัดการ request นั้นตามที่เราต้องการ โดย client ที่จะติดต่อนั้นก็จะเป็นได้ ทั้ง jsp,htmlและ php(ยังงงอยู่ เฮอๆ :'() การทํางานของ servlet นั้นจะแบ่งเป็น สถาวะดังนี้

1 servlet ถูกโหลดเข้ามาใน servlet container
2 เริ่มการ init() เซตค่าเริ่มต้น servlet
3 ให้บริการ โดยจะรอให้ client เรียก สมมุติว่า ถ้ามีการ กรอก ข้อมูลแล้ว submit ข้อมูลนั้นก็จะยิงไปที่ ServletRequest เป็นข้อมูลเข้ามาในservlet จากนั้น ก็จะออกไปทาง ServletResponse
4 จบการทํางาน ก็จะcall destroy

JSP
หรือ Java Server Page เป็นเทคโนโลยี Java อีกเทคโนโลยีหนึ่ง ซึ่งมีการทำงานอยู่บนฝั่ง Server หรือ อาจเรียกได้ว่าเป็นการทำงานแบบ Server side ขั้นตอนการทำงานจะเริ่มตั้งแต่การร้องขอ หรือ เกิด Request จาก Browser หรือ Client มาที่ JSP บนฝั่ง Server จากนั้น Server ก็จำทำการประมวลผล JSP เป็น servlet ก่อน แล้วส่ง Response กลับไปให้ Client ในรูปของ HTML
ข้อดีของ JSP เมื่อเปรียบกับภาษาอื่นๆ ที่ใช้ในการสร้าง webด้วยสาเหตุที่ JSP สามารถเขียน tag html และ java แทรกอยู่ปนกันได้ และไม่ต้องทำการ compile เป็น *.class ก่อน จึงทำให้ jsp สามารถใช้งานได้สะดวก รวดเร็วมาก
เครื่องมือ เครื่องใช้สำหรับการทำงานกับ JSP การเตรียมเครื่องการทำงานกับ jsp จะเหมือนกับการทำงานร่วมกับ java คือ ผู้พัฒนาระบบจะต้องเตรียม J2SDK ,Web Server ตัวใดตัวหนึ่งเพื่อทำการจำลองเครื่องเป็น server และประมวลผล jsp ในที่นี้จะยกตัวอย่างการทำงานด้วย tomcat เนื่องจากเป็นฟรี web server และไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ

20 สิงหาคม 2551

MPLS (Multiprotocol Label Switching)
การเติบโตของเครือข่ายเป็นไปอย่างรวดเร็ว มีบริการใหม่ ๆ เกิดขึ้นทุกเวลา ทำให้มีความคับคั่งของข้อมูลมาก จนเกิดการติดขัดของข้อมูล ปัญหาเกี่ยวกับการจราจรบนเครือข่ายนี้เป็นผลมาจากการใช้งานที่เพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว ในขณะที่การเชื่อมต่อกันระหว่าง Router ใช้ส่งสาร T1 และ T3 เป็นหลักอีกยังใช้ IGP เป็นโปรโตคอลในการกำหนดเส้นทางทำให้เกิดปัญหาว่ามีการใช้เส้นทางบางสายมากเกินไป
ประมาณกลางปี ค.ศ. 1990 ได้มีการนำเอาเครือข่าย TCP/IP ไปทับซ้อนบนเครือข่าย ATM เครือข่ายนี้จะมีความสามรถมากกว่า TCP/IP เนื่องจากเป็น Virtual Circuits Switching ทำให้เกิดความล่าช้า ในการรับส่งข้อมูล
ในช่วงปี ค.ศ. 1997 หน่วยงาน IETF ได้ตั้งกลุ่มขึ้นมาเพื่อรองรับปัญหาที่จะเกิดขึ้นหากยังใช้งานเครือข่าย ATM ต่อไป โดยเทคโนโลยีการแก้ไขปัญหาเหล่านี้มีชื่อว่า MPLS (Multiprotocol Label Switching)
MPLS เกิดขึ้นมาเพื่อการลด Overhead เป็นงานที่เรียกว่าวิศวกรรมควบคุมการจราจรบนเครือข่ายนั้นเอง โดยมีประโยชน์ที่ได้รับคือ
- ควบคุมการจราจรบนเครือข่ายที่มีประสิทธิภาพทำให้สามารถแก้ไขปัญหาการจราจรบนเครือข่ายได้เป็นอย่างดี
- ความสามารถในการควบคุมคุณภาพการบริการ ทำให้สามารถรับประกันเกี่ยวกับปริมาณข้อมูลต่อเวลาได้เป็นอย่างดี
- สามารถใช้งานเป็น Tunnel ให้ VPN ได้เป็นอย่างดีโดยสามารถกำหนด Virtual Circuit ระหว่าง ISP กับลูกค้าเพื่อเพิ่มคุณภาพให้กับ Tunnel
- สนับสนุนโปรโตคอลได้หลากหลาย

การทำงานของ MPLS
การสร่างระบบจัดเส้นทางของ packet หรือการ Routing ขึ้นใหม่ภายในเครือข่ายที่กำหนดซึ่งเส้นทางนี้คือ LSP ( Label Switch Path) โดย Packet ที่วิ่งเข้าจะถูกกำหนด Label ประจำตัวใหม่ จากนั้นจึงวิ่งไปตามเส้นทางที่กำหนดไว้ใน LSP สำหรับLabel นั้น ๆ ซึ่งเส้นทางนั้นเป็นไปได้ทั้งการกำหนดตายตัวล่วงหน้า และการกำหนดแบบเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ ตามความเหมาะสม ซึ่งมีความซับซ้อนมากกว่าโปรโตคอลในการกำหนดเส้นทางที่ใช้อยู่เดิมในเครือข่าย TCP/IP การทำงานจะทำงานได้เร็วกว่า Routing แบบเดิม เพราะการคำนวณเพื่อจัดเส้นทางจะทำไว้ล่วงหน้าและเป็นอิสระจากการรับส่งข้อมูลแต่ละ Packet

30 กรกฎาคม 2551

โครงสร้างของ โปรโตคอล TCP/IP

โปรโตคอล TCP/IP จะทำงานเทียบกับ OSI หลายๆ Layer ปนกันซึ่งในแต่ละ Layer จะประกอบด้วย
1. Process layer
2. Host-to-Host layer
3. Internetwork layer
4. Network Interface layer
เมื่อได้เทียบกับมาตรฐาน OSI model แล้วเราจะเห็นได้ว่าบางกลไกของโปรโตคอล TCP/IP เทียบได้กับมาตรฐาน OSI model สองชั้นหรือบางกลไกจะทำงานคล้ายกับกันระหว่างบางชั้นของ OSI model ตัวอย่างเช่น กลไกการทำงานของโปรโตคอล TCP/IP ในส่วน Network Interface layer เมื่อเทียบกับมาตรฐาน OSI model จะเทียบได้กับ Data link layer และ Physical layer 2 ชั้นรวมกัน เป็นต้น ในแต่ละกลไกของโปรโตคอล TCP/IP จะมีโปรโตคอลอื่นๆในชุดของ TCP/IP รวมทำงานอยู่ด้วยซึ่งจะกล่าวโดยละเอียดต่อไป

Process layer
ลำดับชั้นของโปรโตคอล TCP/IP เมื่อเทียบกับมาตรฐาน OSI model นั้นในชั้นบนสุดเรียกว่า Process layer ทำงาน 2 หน้าที่เทียบได้กับ Application layer และ Presentation layer ในชันนี้จะรองกับการทำงานของแอปพลิเคชั่นต่างๆที่ทำงานเป็นโปรเซส อยู่ในเครื่องเซิร์ฟเวอร์ให้บริการและเครื่องที่ขอใช้บริการหรือไคลแอนด์ (client) ซึ่งจะติดต่อกันผ่านโปรโตคอลเฉพาะแอปพลิเคชั่นอีกทีหนึ่ง
การทำงานของแอปพลิเคชั่นต่างๆจะอยู่ที่ Process layer นี้และจะมีการติดต่อกันตามแต่ละโปรโตคอลเฉพาะแล้วแต่แอปพลิเคชั่นที่ใช้งานอยู่ จากการที่ Process layer ของ TCP/IP รองรับให้โปรโตคอลอื่นๆทำงานได้หลายโปรเซสและหลายโปรโตคอลได้พร้อมกันนั้น ทำให้ผู้ใช้สามารถเปิดโปรแกรมใช้งานได้หลายๆอย่างพร้อมกัน เช่น เปิดโปรแกรม Internet Explorer เพื่อเรียกดูเว็บพร้อมกับใช้งานโปรแกรม Outlook Express

Host-to-Host layer
การทำงานที่ชั้นของ Host-to-Host layer นี้จะมีหน้าที่จัดการต่อจาก Process layer บางครั้งเรียกว่าเป็น Transport layer การทำงานของ Host-to-Host layer นี้จะมีการสร้าง connection หรือการเชื่อมต่อกันระหว่างแอปพลิเคชั่นกับ Host-to-Host layer โดยจุดที่เชื่อมกันเพื่อรับส่งข้อมูลนี้เรียกว่า Port หรือ socket

โปรโตคอล TCP
โปรโตคอล TCP (Transmission Contron Protocal) เป็นโปรโตคอลที่มีการรับส่งข้อมูลแบบ stream oriented protocal หมายความว่า การรับส่งข้อมูลจะไม้คำนึงถึงข้อมูลที่จะส่งไป แต่จะแบ่งข้อมูลเป็นส่วยย่อยๆก่อน และจึงส่งไปยังปลายทางอย่างต่อเนื่องเป็นลำดับข้อมูล โปรโตคอลใดที่อาศัยการส่งผ่านข้อมูลด้วยโปรโตคอล TCP จำต้องให้หน่วยความจำและขนาดของช่องสัญญาณ (bandwidth) มากกว่า UDP

โปรโตคอล UDP
โปรโตคอล UDP มีคุณสมบัติแตกต่างกันทำงานอยู่ด้วย ในการรับส่งข้อมูลผ่านโปรโตคอล UDP จะเป็นแบบทั้งสองด้านไม่ต้องอาศัยการสร้างช่องทางการเชื่อมต่อกัน (connectionless) ระหว่างเครื่องเซิร์ฟเวอร์ที่ให้บริการและเครื่องที่ขอใช้บริการ โดยที่ไม่ต้องแจ้งให้ฝ่ายรับข้อมูลเตรียมรับข้อมูลเหมือนโปรโตคอล TCP และไม่มีการตรวจสอบความถูกต้องในการรับส่งข้อมูลนั้นด้วย
Internetwork Layer
ในระดับล่างต่อมาในชั้น Internetwork Layer มีหน้าที่ส่งผ่านข้อมูลในระหว่างเครือข่าย โดยมีโปรโตคอลที่ทำงานเป็นกลไกสำคัญในการส่งผ่านข้อมูลไปยังเครือข่ายใดๆบนอินเตอร์เน็ต คือ โปรโตคอล IP นอกจากนี้ในชั้น Internetwork layer ยังมีโปรโตคอลทำงานอีกด้วยอีก 2 ชนิดคือ โปรโตคอล Internet Contron Message Protocal (ICMP) และโปรโตคอล Address Resolation Protocal (ARP)
Network Interface Layer
การทำงานระดับล่างสุดต่อจาก Internetwork layer จะเป็นการแปลงข้อมูล IP datagram ให้อยู่ในรูปที่เหมาะสม และแปลงเป็นสัญญาณไฟฟ้าส่งไผยังเครือข่ายต่อไปซึ่งในชั้น Network Interface Layer นี้เมื่อเทียบกับมาตาฐาน OSI model แล้วจะเป็นการรวม 2 layer เข้าด้วยกันคือ Data link layer และ Physical layer
กลไกของโปรโตคอล IP
การส่งข้อมูลภายในเครือข่ายเดี่ยวกัน มีกลไกดังนี้
1. โปรโตคอล IP จะเรียกใช้บริการโปรโตคอล ARP เพื่อแปลงหมายเลข IP ปลายทางให้เป็นหมายเลขฮาร์ดแวร์ เช่น MAC address
2. เมื่อโปรโตคอล IP ได้รับหมายเลขฮาร์ดแวร์แล้ว ก็จะส่งข้อมูลนั้นไปยังฮาร์ดแวร์ที่ระไว้

การส่งข้อมูลข้ามเครือข่าย มีกลไกดังนี้
1. โปรโตคอล IP ตรวจสอบพบว่าหมายเลข IP address ปลายทางอยู่คนละเครือข่ายกันโดยโปรโตคอล IP จะอ่านค่า ARP ของ Router เพื่อเตรียมส่งข้อมูลไปยัง Router แทนซึ่งในที่นี้จะมีการกำหนดเป็น Default Router
2. โปรโตคอล IP จะเรียกใช้บริการโปรโตคอล ARP เพื่อแปลงค่า IP address ของ Router ให้เป็นหมายเลขฮาร์ดแวร์
3. โปรโตคอล IP ส่งข้อมูล IP datagram ไปยัง Router ที่กำหนดไว้จากนั้น Router ส่งข้อมูลข้ามเครือข่ายไปตามขั้นตอน

การกำหนด IP address ให้กับอุปกรณ์
เราจำเป็นต้องกำหนดหมายเลข IP address ให้กับอุปกรณ์ทุกชิ้นในเครือข่าย มีหลักอยู่ว่าเราต้องกำหนดหมายเลข IP address ให้กับจุดเชื่อมต่อเข้ากับเครือข่ายทุกจุด จุดเชื่อมต่อหรือ Interface
การ Bind IP address
เมื่อกำหนดหมายเลข IP address ให้กับจุดเชื่อมต่อเช่น LAN card แล้วที่เครื่องเซร์ฟเวอร์จะต้องมีการ bind หรือผนวกค่า IP address ดังกล่าวเข้ากับ Ethernet driver เพื่ออ้างอิงหมายเลข IP กับฮาร์ดแวร์ให้ทำหน้าที่ติดต่อส่งข้อมูลในระดับ Network Interface

23 กรกฎาคม 2551

Hub หรือ Repeater
เป็นอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ขยายสัญญาณที่ได้รับมาส่งต่อให้กับอุปกรณ์อื่นที่ต่อเข้ากับเครือข่าย เป็นอุปกรณ์ที่จัดอยู่ใน Layer ที่ 1 หรือ Physical Layer ของ OSI Model ตัว Hub หรือ Repeater นี้จะขยายสัญญาณได้โดยไม่มีการใช้ซอฟต์แวร์จึงใช้งานได้ง่าย


Switch หรือ Bridge
เป็นอุปกรณ์สำหรับเชื่อมเครือข่ายสองเครือข่ายเข้าด้วยกัน โดยจะต้องเป็นเครือข่ายประเภทเดียวกัน และใช้โปรโตคอลในการรับส่งข้อมูลเหมือนกัน Switch หรือ Bridge จะมีการทำงานในระดับ Data Link Layer ของ OSI Model สามารถเชื่อมต่อฮาร์ดแวร์ที่ใช้รับส่งข้อมูลเข้าด้วยกัน และตรวจสอบข้อผิดพลาดของการรับส่งข้อมูล การติดตั้งใช้งานคล้ายกับการติดตั้ง Hub ไม่ต้องใช้ซอฟต์แวร์


Router
เป็นอุปกรณ์ที่ใช้เชื่อมต่อ LAN หลายๆ เคลือข่ายเข้าด้วยกันคล้ายกับ Switch แต่จะมีส่วนเพิ่มเติมขึ้นมา คือ Router สามารถเชื่อมต่อ LAN ที่ใช้โปรโตคอลในการรับส่งข้อมูลเหมือนกัน แต่ใช้ media หรือสายส่งต่างชนิดกันได้


Gateway
เป็นอุปกรณ์ที่มีความสามารถสูงสุดในการเชื่อมต่อเครือข่าย โดยสามารถเชื่อมต่อเครือข่ายที่ใช้โปรโตคอลต่างกันได้ อีกทั้งยังทำหน้าที่เป็น Firewall เพื่อป้องกันไม่ให้เครื่องคอมพิวเตอร์ที่อยู่นอกเครือข่ายเข้ามาเชื่อมต่อลักลอบนำข้อมูลภายในองค์กรออกไปได้


Switch Layer3
เป็นความสามารถหนึ่ง ที่อยู่ใน Switch ซึ่งความเร็วในการ routing จะใกล้เคียงกับความเร็วของ Switch และเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้การทำงานใน Network มีประสิทธิภาพที่สูงขึ้นได้โดยรวมเอา ฟังก์ชั่นของ Router เข้าไว้ใน อุปกรณ์ Switch, Intel Layer 3 Switch จะทำให้การ routing ภายในระบบ LAN ทำได้เร็วขึ้น

ผู้ผลิตการ์ดเครือข่าย

Search results for "008015" MAC Address Prefix Vendor 008015 Seiko Systems Inc
Search results for "008005" MAC Address Prefix Vendor 008005 Cactus Computer Inc
Search results for "008055" MAC Address Prefix Vendor 008055 fermilab
Search results for "009050" MAC Address Prefix Vendor 009050 teleste oy
Search results for "002080" MAC Address Prefix Vendor 002080 Synergy (Uk) Ltd.